Narachai's profile~ My OrIgiNaLe pLayGRoUn...BlogLists Tools Help

Blog


    January 16

    นานแค่ไหนแล้วเนี่ยที่ไม่ได้อัพ blog

    ต้องบอกว่านานมากๆ แทบจะลืมไปเลยว่าเคยมี blog space ของ msn จาก space.msn.com จนกลายพันธ์มาเป็น space.live.com ก็แทบจะไม่ได้เข้ามาสัมผัสเลยแฮะ
     
    จากบ้านหลังแรกที่ exteen blog (ตอนนี้ลืม username + password ไปแล้ว) กลายมาเป็นบ้านหลังที่ 2 ที่ space แต่สุดท้าย(น่าจะ)จบที่บ้านหลังที่ 3 ที่ multiply Open-mouthed
     
    ผมเพิ่งมารู้ว่า ตัวผมเองอ่ะ ชอบถ่ายรูปแฮะ ปกติเคยแต่ชอบดูรูปสวยๆของคนอื่น ดูมันอยู่นั่นล่ะ ดูได้ทั้งวัน ดูได้ไม่เบื่อจริงๆ เคยมีหลายครั้งที่ดูตั้งแต่เช้า ยันมืดค่ำ โฮ่ๆ ดูมาราธอนจริงแฮะ ... ไม่ได้ฝืนตัวเองซักกะหน่อย แต่ชอบอ่ะ ชอบที่ได้ดูความทรงจำของคนอื่น ที่ถ่ายทอดออกมาจากรูปเหล่านั้น บางทีพาลทำให้เราคิดไปว่าเราเสมือนอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆไปซะได้ เอิ๊กๆ ... ผมว่าดีนะ เวลาผมดูรูป มันเหมือนกับว่าเรากำลังเป็นตัวละครที่อยู่ในรูปภาพ เดินทางไปกับภาพ ไปพบ ไปสัมผัส ไปเรียนรู้ พร้อมๆเจ้าของภาพ ...
     
    เคยมีคนถามผมว่าทำไมชอบถ่ายภาพ จะจริงจังกับมันจนยึดมันเป็นอาชีพเลยเหรอ ???
     
    ป่าวเลยยย ผมไม่ได้คิดจะไปเป็นช่างภาพอาชีพหรอก ... แม้จะเคยมีแอบฝัน(กลางวัน)ไปแว่นหนึ่งก็เหอะ ... เอิ๊ก ... แต่ผมชอบที่จะบันทึกความทรงจำที่ผมเจอลงในรูปภาพ
     
    หากวันนึง ... ผมสูญเสียความทรงจำ
    หากวันนึง ... ผมไม่สามารถจดจำอะไรได้
    หากวันนึง ... ผมหยิบรูปถ่ายขึ้นมาดู
    หากวันนึง ... ผมได้รับสิ่งนั้นกลับคืน
    หากวันนึง ... ผมจะขอบคุณรูปภาพเหล่านั้น ... ที่ทำให้ผมย้อนวันเวลาเหล่านั้น กลับมาอีกครั้ง
     
    ผมแค่สนุกกับการถ่ายภาพแค่นั้นเอง สวยไม่สวย แต่มันคือเสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่ผมคิดว่า ... มันสำคัญนะ
     
    คุณพร้อมไปสัมผัสประสบการณ์พร้อมกับผมมั้ย ... http://porpuay.multiply.com
    February 12

    เรื่องราวมีสาระ ... มาดูการทดลองนี้กัน

    หัวข้อ : แมลงสาบใช้อวัยวะใดในการฟัง​

    กระทำโดยนักวิจัยอิสระกลุ่มหนึ่งใน ฟิจิ อียิปต์ ... กาบอง ... ไมอามี่ หรือ วารินชำราบฯ ไม่แน่ใจครับ ...  ไม่ต้องสนมันครับ เอาว่าวิจัยที่ใดสักที่ก็แล้วกัน
     
    แนวคิดพื้นฐาน ก็คือ แมลงสาบตาบอด แล้วมันไปไหนต่อไหนได้อย่างไร ? มันต้องมีหูที่ดีแน่ๆจึงสามารถจับเสียง หรือ การสั่นสะเทือนต่างๆ ไปจนกระทั่งมัน สามารถเดิน หรือบินไปไหนต่อไหนได้​

    อุปกรณ์ที่ใช้​
    1. ​กล่องไม้ขีดไฟ​
    2. ​แมลงสาบ 4 ตัว​

    นักวิจัยตั้งสมมติฐาน ไว้ว่า แมลงสาบ จะต้องใช้อวัยวะ 4 อย่างนี้แหละในการได้ยิน ... คือ    หนวด​ - ​ปีก​ - ​หัว​ - ​หรือ​.. ​ขา​
    กล่องไม้ขีดที่​ 1... ​พวกเขานำแมลงสาบมาเด็ดหนวดออก แล้วใส่กล่องเหมือนเดิม​
    กล่องไม้ขีดที่​ 2. .. ​เด็ดหัวมันออก แล้วใส่กล่องไว้​
    กล่องไม้ขีดที่​ 3.... ​เด็ดปีกออก แล้วใส่กล่องไว้​
    กล่องไม้ขีดที่​ 4..... ​เด็ดขาแมลงสาบออก ทั้งหมดแล้วใส่กล่อง​
    การทดลองเริ่มต้นขึ้น ... โดยพวกเขาเปิดกล่องแมลงสาบที่ 1 ออก ... แล้วตะโกน GO.! GO !! GO !!!!! [แมลงสาบพวกนี้ เป็นสายพันธุ์ต่างชาติ]

    กล่องที่​ 1 ​แมลงสาบวิ่งออกไปตามเสียงตะโกน แม้ไม่มีหนวด​
    กล่องที่​ 2 ​แมลงสาบทะยานไปเต็มกำลังแม้ ไม่มีส่วนหัว !!!!
    กล่องที่​ 3 ​แมลงสาบใส่ตีนหมา หายลับไป แม้ไม่มีปีก!!!
    ..
    กล่องสุดท้าย แมลงสาบที่ ไม่มีขา นิ่ง ... !!! และ นิ่ง ... มิใส่ใจเสียง GO GO GO !!!!

    นักวิจัยทั้งหมดกระโดดกอดกันกลมกับสิ่งที่ได้ค้นพบ ... พวกเขาสรุปงานวิจัยนี้ทันทีว่า แท้จริงแล้วแมลงสาบนั้น ใช้ "ขา" ในการได้ยิน
     
    เหอ เหอ
    February 03

    เอาไว้อ่านตอนเรา---ไม่เข้าใจกันนะ

    ชีวิตคนเรามีอะไรมากมายที่ผ่านเข้ามาให้ซึมซับรับรู้
    ในชีวิตคนเรามีผู้คนมากมายที่ผ่านเข้ามาให้รู้จักมักคุ้น

    แต่ในผู้คนมากมายเหล่านั้น อย่างน้อยคงต้องมีใครบางคนที่ทำให้เรารู้สึก "ไม่ธรรมดา"
    ที่จะนึกถึง เรียกว่าเป็น "ความพิเศษ" ที่เราจะยกเว้นเอาไว้จากความปกติทั่วไปของจิตใจ
    ก็ในเมื่อคำว่า "พิเศษ" หมายถึงความจำเพาะ ความแปลกแยก ความดีงาม ความอบอุ่นในหัวใจ
    กระนั้นทำไมเราไม่ปฏิบัติต่อเขาให้ตรงกับที่ใจคิด
     
    ให้ "ความรู้สึกดีดี" จากจิตใจที่ดีดี
    ให้ "ความอาทรถึง" จากจิตใจที่นึกถึง
    ให้ "ความห่วง" จากจิตใจที่เป็นห่วง
    ให้ไปเถอะ ให้ไปอย่างดีดี แต่มี "สติ"
    ให้ไปเถอะ ให้ไปอย่างอบอุ่น แต่ไม่ "คุกรุ่น"
    ให้ไปเลย ให้ไปเท่าไหร่ก็ได้ แต่เมื่อให้ไปแล้วต้อง "ไม่ร้อนรุ่มกลัดกลุ้ม"
    และหากเมื่อใดจิตใจอาจระส่ำระสาย สะดุดกับอะไรขึ้นมาบ้าง
    ก็จงหยุดพักตรึกตรอง อย่าปล่อยให้พายุอารมณ์โถมพัด
    "สิ่งดีดี" จนกระจัดกระจาย เพราะ "การให้ความหมาย" ไม่ใช่ "การตั้งความหวัง"
    คนสองคนให้ความหมายซึ่งกันและกัน แต่คนสองคน
     
    "จะไม่ตั้งความหวังในกันและกัน"

    เพราะการตั้งความหวังมักนำพาซึ่ง "การเรียกร้อง"
    "ความอยากเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ" โดยที่ไม่รู้ตัว
    มันร้อนนัก หนาวนัก และไม่เป็นสุข เราต้องไม่ลืมปรับอุณหภูมิจิตใจเอาไว้ที่องศาอุ่นๆ
    หากเริ่มรู้สึกตัวว่า ความร้อนเริ่มทวีขึ้น เราต้องค่อยๆเดินออกมาสูดอากาศเย็น
    หากตรงกันข้ามเราก็ต้องหลบเร้นจากความหนาวมาหาไอแดดเช่นกัน
    และอย่าลืมว่า "ความพิเศษ" ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นพิเศษมากหรือพิเศษสุด หรือพิเศษอย่างยิ่งในคนคนเดียว
    ทั้งเราและเขาอาจจะมีคนพิเศษในวิถีชีวิตได้หลายลักษณะ
    พิเศษในเรื่องนั้น พิเศษในเรื่องนี้
    ในเมื่อหัวใจเป็นของเรา เราก็ย่อมเลือกให้ความพิเศษกับใครก็ได้ที่เราจะไม่ต้องแลกกับความทุกข์อย่างพิเศษกลับมา
    จงให้ "ความพิเศษ" เป็นชีวิตชีวา เป็นแววตาที่แจ่มใส เป็นความห่วงใยที่เมื่อนึกถึงทีไรก็ยิ้มได้
    ไม่วิ่งหนี แต่ไม่วิ่งตาม
    ไม่หักห้าม แต่ไม่กระโจนใส่
    ไม่เป็นน้ำตาลที่หวานอ่อนไหว
    แต่เป็นความอบอุ่นในหัวใจและเอื้ออาทร
    จงเป็นความแจ่มใสในอารมณ์ของตัวเอง เป็นความชุ่มชื่น สดใส เช่นสายน้ำ
    เป็นสีสันงดงามเช่นมวลผกา เป็นสีเขียวของใบไม้ ที่เย็นที่ตาและที่ใจ

    และที่ตรงนี้ จะอีกนานเท่าใด ไม่ว่า "คนพิเศษ" คนนั้นจะอยู่ใกล้หรือต้องจากกันไกล
    "ความพิเศษ" นั้นก็จะคงอยู่อย่างมีคุณค่า ณ ที่เดิม ที่ซึ่งใจข้างซ้ายตรงกัน
     
    ขอบคุณเมล์ดีๆจากน้องสาวคนหนึ่งที่ส่งเรื่องราวดีๆนี้มาให้ผมนะคับ
    October 17

    เกี่ยวกับความรัก

    ไม่รู้มีใครเคยอ่านกันยัง ... ผมเจอแล้วชอบนะ เลยเอามาฝากกัน มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เรามองไม่ต่อยจะเห็นกันสักเท่าไหร่
     
    [01] คนดีๆ ... ล้วนมีเจ้าของไปหมดแล้ว (เหมือนที่จอดรถ)
    [02] ส่วนคนที่ยังเหลืออยู่ ... มันก็ต้องมีเหตุผลล่ะนะ (ไม่เหมือนที่จอดรถ)
    [03] อะไรที่คุณเอะใจว่า .. มันจะดีเกินจริง ... เป็นไปได้มากว่า ... มันไม่จริง
    [04] ความรัก ... ก็เหมือนการรอรถเมล์ .... สายที่ไม่อยากขึ้น-ก็มาจัง .. ส่วนสายที่ต้องการจะขึ้น ... 
          ก็รอไปเถอะ ... พอมา-ก็ไม่จอด .. พอจอด-ก็คนแน่น-ขึ้นไม่ได้ ... พอขึ้นได้-รถก็ไปตายกลางทางอีก
    [05] ความรัก .. ก็เหมือนกับเหรียญ ... แหวน .. หรือชิ้นส่วนเล็กๆ ........... เพราะเมื่อไหร่ที่มันหลุดมือตกลงพื้น
          .... มันจะต้องกลิ้งไปยังซอกที่มืดที่สุด .. และลึกที่สุด .... จนเรามองไม่เห็น ........... และเอื้อมไม่ถึง
    [06] รถไฟ .. อาจจะวิ่งบนราง ... แต่อย่าด่วนสรุปว่า ... มันวิ่งไปทางไหน...โดยดูจากราง ..
          เพราะเมื่อเหลียวกลับมามองอีกที ........... รถไฟขบวนนั้น .. อาจจะวิ่งผ่านคุณไปแล้วก็ได้
    [07] สวย .. หรือหล่อ ... ไม่ได้อยู่ที่คำจำกัดความ .. แต่อยู่ที่จินตนาการ
    [08] ความรัก .. สวนทางกับกฎฟิสิกส์ .. นั่นคือ ... เมื่อเราให้ความรักกับใครมากเท่าไหร่ ..
          เราก็จะได้รับตอบแทนกลับมา .. เป็น***ส่วนผกผันกลับ
    [09] เมื่อไหร่ .. ที่ฝ่ายหนึ่งบอกว่า .. ' เป็นเพื่อนกัน ' แปลว่า .. ' ต้องการจะเลิกคบกัน '
    [10] เมื่อไหร่ .. ที่ฝ่ายหนึ่งบอกว่า.. ' มีอะไรต้องคุยกัน ' แปลว่า .. ' ไม่ต้องการคุยกันอีกแล้ว '
    [11] ความรัก .. ทำให้คนตาบอด .. การแต่งงาน .. ช่วยให้คนตาสว่าง
     
    ผมชอบข้อ 4 มากกกกกกเลยยยย วันที่เราอยากเจอมันก็ไม่มา พอมาก็เต็มขึ้นไม่ได้ ... งั้นตูไปหา Taxi ขึ้นดีกว่า 555++
    September 29

    ข้อคิดจากปู่เย็น

    ข้อคิดจากปู่เย็น เฒ่าคงกระพัน อ่านแล้วซึ้งเลยอ่ะ มีกำลังใจดี อย่างนี้สิเค้าเรียกว่าการสนองฟระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว "เศรฐกิจพอเพียง" ไม่เหมือนไอ้แม้วหรอก สนองแต่ป๋ามัน ไอ้กัน เศรฐกิจทุนนิยม เอาทรัพย์สินชาติไปขาย ไอ้ ... ไอ้ ...  ไอ้ ... (-_-)" บาปกรรมมีจริง เด๋วก็ตามทันล่ะกัน ไอ้พวกนี้ ... ทำเครียดซะได้
     
    ไม่รู้มีใครเคยอ่านกันยัง ลองอ่านดู (เอามาจากเมล์ฟอร์เวิร์ด) ผมชอบนะ
     
    >> ดูแต่หอยซิ ไม่มีมือ ไม่มีตีน
    มันยังหากินได้เอง ...
    ประสาอะไรกับ ... คนมีมือมีเท้า
    หากินเองไม่ได้ ... ก็อายหอย
     
    >> ขายอย่าให้แพง คนเขาจะได้กินลง
    ฉันขายถูกๆ เอาไปเถอะ
    ซื้อไปแกงให้พอหม้อ
     
    >> กินฟรีได้ ... แต่ไม่อยากกิน
    เกรงใจ ... ไม่เอา ... อาย ...
    ของเขาซื้อ เขาขาย
    ไหนต้องตัก ไหนต้องล้าง
     
    >> มีก็กิน ... ไม่มีก็ไม่กิน ... ไม่ขอใคร ...
    คนเราอดตาย ... หายาก ... ถ้าไม่เจ็บไข้นะ ...
    >> ชีวิตคนเหมือนสะพาน
    มีขึ้น ... มีลง
    มีสูง ... มีต่ำ
    พอสุดท้าย ... ก็ตาย
     
    September 28

    กรุงเทพจะจมน้ำแล้วววว

    ช่วงนี้เป็นอะไรกันก็ไม่รู้ กรุงเทพเนี่ยฝนตกหนักโคตรๆ 2 - 3 วันเนี่ย ตกแทบเป็นแทบตาย ไม่รู้พระพิรุณท้องเสียหรือปวดฉี่ไม่ทราบ ตกจังฟระ วันก่อนฝนตกมาแต่หัววัน ตกไม่ทันไรก็น้ำท่วมแระ ตอนกลับบ้านลงจากรถปุ๊ปน้ำงี้มาทันที เกือบถึงหัวเข่า โหยยย น้ำดำก็ดำ เหม็นก็เหม็น ถ้าไม่มีป้ายบอกว่าอยู่ซอยอะไร คงนึกว่าเป็นคลองแสนแสบแน่ๆ อยากจะเดินอ้อมไปเข้าอีกซอยหนึ่งมันก็ไกลโขแถมฝนตกหนักโคตรๆ อยากจะถอดรองเท้าเดินเพราะกลัวรองเท้าเสีย ก็กระไร กลัวเดินไปเหยียบอะไรเข้ากลายเป็นแผลแถมน้ำก็ดำเหม็น ไม่รู้จะมีตัวอะไรอยู่บ้าง ช่วงนี้เชื้อโรคยิ่งอันตรายอยู่ เลยจำใจต้องเดินลุยน้ำทั้งรองเท้าหนังนั่นล่ะ เดินไปไม่ทันไร อุ๊บ๊ะ น้ำมันแรงจริงวะ ขาเงี้ยคันเชียว เชื้อโรคท่าจะเยอะ รีบวิ่งขึ้นห้องล้างทั้งขาทั้งรองเท้าเลย เหงยย รองเท้าหนังตูไหงมันหงอมยังงี้อ่ะ เสียดายรองเท้าโคตรรรร พรุ่งนี้ได้ใส่ผ้าใบไปทำงานชัวร์ เมื่อเช้าก็นั่งรถมาทำงาน มาถึงแถวพัฒนาการตอน 6 โมง ครึ่งกว่าๆ โห น้ำท่วมแบบท่วมล้อรถเก๋งอ่ะ โฮ้ยยย แต่เราสบายนั่งรถทัวร์ อิอิ แต่ว่า ทำไมเค้าเปิดแอร์แรงจังฟระ หนาวสาดดดดดด
     
    พูดถึงเชื้อโรคแล้ว นับวันเทคโนโลยีของโลกยิ่งก้าวไปไกลเท่าไหร่ เชื่อโรคมันก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเท่ากันหรืออาจจะมากกว่า พาลทำให้ผมนึกไปโน่นถึงมนุษย์ต่างดาวที่พวกเราเคยดูกันในหนังไซไฟอ่ะ ที่โลกมันมีเทคโนโลยีอันล้ำสมัย แต่ร่างกายมันกลับมีวิวัฒนาการด้อยลงๆ กลายเป็นตัวหน้าเกลียด ET ไปซะงั้น ผมว่านะเมื่อก่อนพวกต่างดาวมันต้องมีรูปร่างคล้ายพวกเราแน่เลย จนเทคโนโลยีมันเจริญก้าวหน้าไปเรื่อยๆ พร้อมๆกับเชื้อโรคที่โลกมันก็ร้ายขึ้น ร่างกายมันอ่อนแอลง กลายสภาพเป็นอย่างที่เห็นในหนัง ... โหยยย มนุษย์โลกเราจะต้องเป็นแบบ ET แล้วเหรอฟระ
     
    อ้าว พูดเรื่องน้ำท่วม ไหงกลายเป็น ET ซะงั้น เป็นตุ เป็นตะ เลยแฮะ เรา
     
    ฝนตก ... เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
    น้ำท่วม ... เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
    รถติด ... เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
    September 26

    อยู่คนเดียวไม่ตายหรอก

    เมื่อคืนอ่านหนังสือซะดึกเลย ง่วงมาก นอนดึก ต้องตื่นแต่เช้า ตื่นมาแล้วยังตกรถอีก เซ็ง เซ็ง โอย ชักเพลียๆเหมือนกันนะเนี่ย ไม่มีใครดูแลเลย ชีวิตผู้ชายตัวคนเดียวนี่หว่า เหงาบ้าง เฮฮาบ้าง ก็หนุกๆไปอีกแบบ แต่วันนี้มันดูเหงาๆแปลกๆชอบกล โทรศัพท์วันนี้ก็ไม่ดังเลย งานก็ไม่ค่อยจะมี ไม่มีอะไรทำเลย ชักเบื่อๆเหมือนกันแฮะ เอ้อ เมื่อวานฟังเพลงของวงเสือใหญ่มา เพลงหัวใจล้มเหลว โห เข้ากับอารมณ์ตอนนี้เลยนะเนี่ย ... กับคนที่มันหัวใจล้มเหลว ... อีกสักครั้งมันจะสักเท่าไหร่ ให้รู้กันไป ... ว่ายังมีคนรักจริงหลงเหลือ ... ตายหมดแล้ว เหลือว่ายังไม่เกิด หรือว่าไม่เคยมีใคร ... หึหึ อะไรมันจะเหงาได้ขนาดนี้เนี่ย เรากลายเป็นคนขี้เหงาแล้วเหรอ
    September 21

    Thailand Coup Peacefully and My Special Holiday

    ตื่นมาตอนตี 5 ครึ่ง เปิดทีวีดูมีประกาศจากคณะปฏิรูปฯให้เป็นวันหยุด โฮ่ๆ สบายไปเล้ยยย ได้หยุดแระ ไม่ได้ไปทำงานเลย จะนอนต่อก็นอนไม่หลับแฮะ มันเคยตื่นเวลานี้ ทำยังไงก็นอนไม่หลับ ออกกำลังกายแระก็นอนไม่หลับ (-_-)" ท้องก็ร้อง เรียกหาอาหารเช้า เลยตัดสินใจลุกจากที่นอนไปหาอะไรในซอยกินดีกว่า กะจะหาหนังสือพิมพ์มาอ่านด้วย เพราะไม่รู้ข่าวสารอะไรเลย เจอปิดหูปิดตาตั้งแต่เมื่อคืนแระ ลงมาเจอโชค + มานะ เลยพากันเดินไป ขณะนั้นฝนก็ตกด้วย โห เท่สาดดดดดดดด แทบจะเป็นหวัด วันนั้นหาหนังสือพิมพ์ยากมาก ขายหมดตั้งแต่ ตี 5 กว่าๆ (แม่ค้าโม้ให้ฟัง) โห ไอ้เราก็อยากรู้ดันไม่มีให้อ่าน แม่ค้าก็โม้ต่อลองดูหนังสือพิมพ์ทันโลกมั้ย นี่มีข่าวนี้เหมือนกัน โอ้ว มีรูปรถถังด้วยเต็มหน้าเลย ใหญ่เป้งๆ เอาๆๆๆ เลย 15 บาทจ่ายไป กลับมาดู ไอ้เวรมีแค่หน้าแรกหน้าเดียว ห่วยมาก ทำออกมาได้ยังไงวะ หลอกลวงประชาชน ... ปั๊ด เด๋วพ่อยึดอำนาจซะเลย เคืองเพราะ 15 บาท นะเนี่ย
     
    วันนั้นเปิดทีวีตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับผม ... ไม่มีบอลแทบจะไม่เปิดอ่ะ 555 (แล้วกรูจะซื้อทีวีมาทำห่อไรฟระ) ว่างก็ว่างจัด งานมีก็ไม่มีอารมณ์ทำ พอดีมานะชวนไปตีแบดตอนบ่าย 4 ถึง 6 โมงเย็น เอาวะ อยากเสียเหงื่ออยู่พอดี ไม่ได้ออกกำลังกายเลยช่วงนี้ อืด + ลงพุงแล้วแฮะ ไปกันเล้ยยย เล่นนัดพิเศษเลยนะเนี่ย 555 นัดเคอร์ฟิว ... ตั้งชื่อให้เสร็จสรรพ ไปแระทำงานดีกว่า
     
    งานไม่เสร็จ ... เพราะการเมืองเปลี่ยนแปลงบ่อย
     
    เอารูปมาฝากนิดนึง
     
    September 13

    งานไม่เสร็จ เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

    วันนี้เป็นอะไรเนี่ย ดันลืมเอา Flash Drive มาซะงั้น โอย แล้วงานที่ทำมาทั้งคืนมันจะมีค่าอะไรว้าาาา งานก็เร่งแถมยังทำผิดอีก แก้แล้วก็ลืมเอามา เบื่อตัวเองจริงๆช่วงนี้ ลืมนั่น ลืมนี่ ทำงานก็ไม่ถูกอีก เฮ้อ มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย เซ็ง
     
    ทำงานผิด ... เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
    ลืมของ ... เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
    ลืมปิดน้ำ ... เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
     
    เมื่อไหร่มันจะดีขึ้นล่ะเนี่ยยยยยยยยยยย (-_-)"
     
    September 07

    14 สิ่ง ที่สุดใน ชีวิต

    1. ศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิต เรา คือ ตัวเราเอง
    The most formidable enemy in one’s life is oneself.
     
    2. ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เรา คือ ความอวดดี
    The biggest failure in one’s life is self-important.
     
    3. การกระทำที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตเรา คือ การหลอกลวง
    The unwiset act in one’s life is deceit.
     
    4. สิ่งที่แสนสาหัสที่สุดในชีวิตเรา คือ ความอิจฉาริษยา
    The most miserable act in one’s life is jealousy.
     
    5. ความผิดพลาดมหันต์ที่สุดในชีวิตเรา คือ การยอมแพ้ตนเอง
    The gravest mistake in one’s life is self-abundonment.
     
    6. สิ่งที่เป็นอกุศลที่สุดในชีวิตของ เรา คือ การหลอกตัวเอง
    The most sinful act in one’s life is self-deception.
     
    7. สิ่งที่น่าสังเวชที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การถดถอยของตัวเอง
    The most pitiful temperament in one’s life is self-abasement.
     
    8. สิ่งที่น่าสรรเสริญที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอุตสาหะวิริยะ
    The most admirable spirit in one’s life is perserverance.
     
    9. ความล้มละลายที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความสิ้นหวัง
    The most complete bankruptcy in one’s life is despair.
     
    10. ทรัพย์สมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิตเรา คือ สุขภาพที่สมบูรณ์
    The greatest wealth in one’s life is health.
     
    11. หนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา คือ หนี้บุญคุณ
    The heaviest debt in one’s life is a debt gratitide for other’s help.
     
    12. ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา คือ การให้อภัยและความเมตตา
    The groundest gift in one’s life is forgiveness and kindness.
     
    13. ข้อบกพร่องที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตเรา คือ การมองโลกในแง่ร้ายและไร้เหตุผล
    The biggest shortcoming in one’s life is permissism on unreason.
     
    14. สิ่งที่ทำให้อิ่มอกอิ่มใจมากที่สุด คือ การให้
    The greatest gratification in one’s life is alms giving.
     
    ผมชอบมากที่สุด คือ ข้อ 7 8 และ 9 ครับ ไม่รู้ว่ามีใครเคยอ่านกันยังนะ เอามาเล่าสู่กันฟัง
    September 06

    ใครอยากเป็นหัวหน้ามาทางนี้

    ใครอยากเป็นหัวหน้ามาทางนี้ ... เรื่องฮา อย่าให้หัวหน้ามาแอบอ่านนะ
     
    ตอนที่พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมาใหม่ๆ
    อวัยวะต่างๆในร่างกายก็ทะเลาะกันว่า ใครควรจะเป็นหัวหน้า
     
    สมองก็บอกว่า “ฉันควรจะเป็นหัวหน้า เพราะฉันคิดและตัดสินใจต่างๆ นานา”
     
    เท้าก็เถียงและบอกว่า “ฉันต่างหากที่ควรเป็นหัวหน้า เพราะฉันเป็นส่วน ที่สำคัญที่สุด และต้องพาพวกแกทั้งหลายเคลื่อนไปยังจุดหมาย”
     
    มือก็สวนขึ้นมาทันที “ฉันต่างหากที่ควรเป็นหัวหน้า เพราะฉันทำงานหาเงิน มาทำให้พวกแกทั้งหลาย มีชีวิตอยู่ได้”
     
    แล้วทั้งอวัยวะทั้งร่างกายก็ต่างยกเหตุผลที่ว่าตัวเองควรเป็นหัวหน้า
     
    จนมาถึง “ตูด”
     
    ยังไม่ทันจะเอ่ยเหตุผลของตัวเอง ทุกอวัยวะก็ขำกลิ้งแล้วพร้อมใจบอกว่า “ไม่มีทาง พวกเราไม่มีวันให้ตูดเป็นหัวหน้าแน่นอน”
     
    เมื่อเป็นดังนั้น ตูดก็สไตร์ค ไม่ยอมทำงาน
    เพียงไม่นาน อวัยวะต่างๆ ก็ปั่นป่วนไปหมด
    สมองที่ว่าแน่ๆ ถึงกับสลบเหมือด จนในที่สุดต้องยอมให้ตูดเป็นหัวหน้า
     
    จากนั้น ทุกอวัยวะก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อไป
    ในขณะที่หัวหน้า ก็มีหน้าที่นั่งเฉย แล้วก็ปล่อยขี้ออกมา
     
    ดังนั้น คุณไม่ต้องคิดว่าจะให้คนที่มีสมองเป็นหัวหน้า
    เพราะมันเป็นหน้าที่ของ “ตูด” เท่านั้น
     
    ขอขอบคุณเรื่องขำขำจากเว็บบอร์ด CS5 MJU ครับ
     
    September 01

    ในวันที่คุณท้อ . . . คุณเป็นแบบไหน

    วันหนึ่งลูกสาวพร่ำบ่น ถึงชีวิตอันแสนรำเค็ญให้พ่อฟังว่า . . . เธอกำลังรู้สึกอับจนปัญญาที่จะจัดการกับชีวิตและปรารถนาที่จะยอมแพ้พ่าย ด้วยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้และการแข่งขัน ประหนึ่งว่าเมื่อสางปัญหาหนึ่งเสร็จสิ้น อีกปัญหาหนึ่งก็ก้าวเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ
     
    ผู้เป็นพ่อซึ่งเป็นพ่อครัวจึงเดินนำเธอเข้าไปในครัว จัดแจงต้มน้ำในหม้อ 3 ใบด้วยไฟแรงจนน้ำเดือด เขาใส่แครอทในหม้อใบแรก วางไข่ลงในหม้อใบที่สอง และตักกาแฟลงไปในหม้อใบสุดท้าย แล้วปล่อยให้มันต้มไปเรื่อยๆ โดยไม่มีคำอธิบายให้กับลูกสาวเลย
     
    ฝ่ายลูกสาวเริ่มรู้สึกหงุดหงิด และหมดความอดทน ทั้งยังสงสัยว่าพ่อกำลังทำอะไร 20 นาทีผ่านไป พ่อก็ปิดเตาแก๊ส ตักแครอทขึ้นมาวางไว้ในชาม นำไข่วางไว้ในชามอีกใบหนึ่ง และตักกาแฟไว้ในชามสุดท้าย แล้วหันไปถามลูกว่า “ลูกเห็นอะไรบ้าง”
     
    “แครอท ไข่ กาแฟ” เธอตอบ
     
    เขาจึงขอร้องให้เธอสัมผัส แครอท เธอจึงรู้ว่ามันนิ่ม แล้วเขาก็ให้ลูกสาวตอกไข่ เมื่อเธอแกะเปลือกไข่ออก ก็พบว่าไข่ นั้นได้ต้มจนสุกแล้ว ท้ายที่สุดเธอให้ลูกสาวลองจิบ กาแฟ ดู เธอยิ้มและลิ้มรสอันหอมกรุ่นนั้น
     
    แล้วก็ถามพ่อ ว่า “นี่หมายความว่าอย่างไรเหรอคะคุณพ่อ?”
     
    พ่ออธิบายว่า “เราได้กระทำต่อ 3 สิ่งนี้ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน นั่นคือ น้ำเดือด แต่ผลลัพธ์มันกลับแตกต่างกัน จากเดิม แครอท ดูแข็งๆ และไม่โอนอ่อนผ่อนตาม พอผ่านการต้มมันกลับนิ่มและดูอ่อนปวกเปียก ไข่...ซึ่งดูบอบบาง มีเพียงเปลือกบางๆ คอยห่อหุ้มของเหลวภายใน แต่น้ำเดือดทำให้ของเหลวนั้นกลับแข็งขึ้น ขณะที่กาแฟกลับมีลักษณะเฉพาะตัวตลอดกาล เมื่อมาเจอน้ำเดือด น้ำต่างหากที่แปรเปลี่ยนไป . . .”
     
    พร้อมกันนี้ พ่อยังถามลูกสาวว่า “แล้วลูกล่ะเมื่อความทุกข์มาเยือน ลูกจะเตรียมรับมืออย่างไร ลูกจะเป็นแครอท ไข่ หรือ กาแฟ”?
     
    ถ้าเป็น “แครอท” แม้จะดูแข็งโป๊ก แต่เมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ยากนานาก็จะเฉา อ่อนแอ และสูญเสียเรี่ยวแรง และกำลังไป
     
    หรือจะเป็น “ไข่” ซึ่งดูสามารถปรับสภาพได้ในตอนแรก แต่หลังจากที่ต้องเผชิญกับความเป็นความตาย การแตกแยก การหย่าร้าง หรือการเลย์ออฟ . .แม้เปลือกภายนอกยังคงเดิม แต่หัวใจ และจิตวิญญาณของอาจปวดร้าว และแข็งแกร่งขึ้นก็เป็นไปได้
     
    หรือหากคุณเหมือน “กาแฟ” เมื่อเจอน้ำเดือดอันนำมาซึ่งความเจ็บปวด แต่ ณ อุณหภูมิสูงสุด 100 องศาเซลเซียส กาแฟกลับมีรสชาติดีขึ้นยามนั้น หากเป็นดั่งกาแฟ เมื่อถึงภาวะที่เลวร้ายที่สุด นอกจากจะสามารถจัดการชีวิตตนเองได้แล้ว ยังสามารถทำสิ่งรอบข้างให้ดีขึ้นได้ด้วย. . .
     
    ว่าไปแล้ว ผมก็ชักหิวกาแฟแล้วสิ อิอิ
    August 23

    Love & Expectation

    ความรัก กับ การคาดหวัง (Love & Expectation)
     
    "รัก" ไม่มีคำว่าเศร้า ทุกข์ ขมขื่น หรืออะไรที่ทำให้รู้สึกไม่ดี ....
    "รัก" มีแต่สิ่งดีๆให้กันและกัน
    สิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจาก "รัก" แต่เกิดจากการคาดหวัง
    ที่แต่ละคนคิดว่าหากรักกันแล้ว ... ต้องทำให้ได้ทุกอย่าง
    ในความเป็นจริงแล้วใช่อย่างนั้นหรือ ... การคาดหวังเกิดขึ้นได้กับทุกคน
    แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อสิ่งที่คาดหวังของคนสองคนไม่ตรงกัน ...
    คุณคงนึกภาพออก ...
    แล้วยิ่งคุณทำอะไรให้กับคนที่คุณรักแล้ว
    แต่ไม่ตรงกับที่คนรักของคุณคาดไว้
    สิ่งนั้นก็หมดความหมาย ...
     
    คนทำก็หมดกำลังใจ ทำตั้งเยอะไม่ได้อะไรตอบแทนเลย
    จึงกลายเป็นการเรียกร้องเกิดขึ้น
    เมื่อคุณเป็นฝ่ายให้แล้วทำไมอีกฝ่ายไม่เป็นฝ่ายให้บ้าง
    โดยคุณอาจลืมไปว่า อีกฝ่ายก็ได้ให้คุณเหมือนกัน
    เพียงแต่สิ่งนั้นไม่ได้ตรงกับที่คุณคาดไว้
    และมันไม่มีความหมายกับคุณเลย
     
    เมื่อคนสองคนคิดไม่ตรงกัน ... ที่ต้องการจะเป็นฝ่ายรับ
    หรือเรียกร้องที่จะรับ โดยบอกให้อีกฝ่ายให้ ...
    ความทุกข์ต่างๆก็จะตามมา
    "รัก" ไม่ต้องคาดหวัง ... ทำให้เมื่ออยากให้ ... ไม่ต้องเรียกร้อง
    เป็นตัวของตัวเองในบางครั้ง ... โอนอ่อนในบางที ...
    สิ่งดีๆ ก็จะเกิด "รัก" ก็จะปรากฏ
     
    หากคุณรักใคร จงก้าวข้ามเส้นบางๆที่กั้นระหว่าง
    "ความรัก" และ "การคาดหวัง"
    แล้วทำให้ "รัก" ของคุณและเขาเป็นรักที่แท้จริง
     
    August 02

    คนดีๆ ... ทำไมไม่รัก หาาาาาา

    ทำอะไรเพื่อเธอได้ทุกอย่าง
    แต่ว่าเธอไม่ต้องการ กลับเบื่อด้วยซ้ำ
     
    จะรักทำไม ให้เจ็บ ให้ช้ำ
    รักทำไม ให้เหนื่อย ให้ล้า
    อยู่กันไปก็เปลืองเวลา ก็มีแต่ทุกข์ในใจ
     
    ที่เขาดีๆ ทำไมไม่รัก
    รักทำไมแต่คนไม่ดี
    เธอมาทำยังงี้ ทำไม ทำไมยังอยู่
    จะทนไปเพื่ออะไร มีแต่เสียใจ
     
    คนบางคนเคยกล่าวไว้ว่า ...
    คนบางคนอาจเป็นเพื่อนที่ดี
    ในเวลาเดียวกัน ก็อาจเป็นแฟนที่แย่ได้เหมือนกัน
     
    สุดท้าย ... กลายเป็นคนไร้ค่า ที่มาก่อน
    August 01

    ตัวเอง ... เค้าโคตรรรรร รักตัวเองเลยว่ะ

    วันก่อนได้ไปดูหนังเรื่องโคตรรรรร รักเอ็งเลย ไปกับเพื่อนนั่งหวีดกัน 2 คน
    ไม่ใช่หญิงนะ แต่เป็นผู้ชาย ... เวงจริง ไปกัน 4 คน ดันแยกกันนั่งซะงั้น ฮึ่ม ฮึ่ม แฮ่ แฮ่
     
    หนังโอเคเลยนะ ไม่ได้ลงทุนอะไรมาก แต่ผมชอบเลยอ่ะ รู้สึกดีด้วยที่ได้ดูหนังเรื่องนี้
    เมื่อวานไปอ่านหนังสือพิมพ์ เปิดไปดูหน้าวิจารณ์หนัง อ้าว เรื่องนี้นี่หว่า ไหนดูซิ เขียนว่าไงมั่ง
    ...
    โห เซ็งว่ะ เสียรมณ์ โดนยำซะเละเลย แต่ก็อย่างว่าอ่ะนะครับ ความคิดใครความคิดมัน
    แต่สำหรับผม ผมชอบนะ รู้สึกดีด้วย ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก แต่รู้สึกว่ามันเก็บรายละเอียดได้เยอะดี
    ตัวละครก็น่ารัก แสดงได้เป็นธรรมชาติมาก เลือกได้ดีจริงๆ บทที่เค้าคุยกันสองคนน่าดู้น่าดู
    เค้า ... ตัวเอง ... ฟังดูออกจะเลี่ยนเนอะ แต่น่ารักดีอ่ะ
     
    แต่มันก็สะท้อนสภาพสังคมครอบครัวได้ดีเหมือนกันนะ เวลาเรามีปัญหาอะไรกัน
    ส่วนใหญ่มักจะใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหาซึ่งไม่ได้ช่วยให้อะไรๆดีข้นมาเลย
    แต่หากใครได้ลองดูหนังเรื่องนี้แล้ว แม้จะมีเรื่องอะไรที่ร้ายแรงยังไง
    เค้าสองคนก็ยังมานั่งคุยกันดีๆ เรียกเค้า ตัวเอง เหมือนเดิม ... สุดยอดมากกกกก
    อะไรจะใจเย็นได้อย่างนั้นนะ แน่นอนว่าเค้าทั้งสองต้องมีสติแน่นอน ... อย่าขาดสตินะฮะ
     
    อยากให้เพื่อนๆได้ดูนะ ... เมื่อไหร่ DVD จะออกนะ ออกเมื่อไหร่จะซื้อเลย
    July 28

    เหงา ... ไม่เข้าใจ

    กลางวันทำงาน กลางคืนนั่งทำใจ
    เวลาเจอใคร มีแฟน ก้ออิจฉา
    คนดีคนใด ก้อไม่เห็นมีมา
    ทำไมมันหายากเย็น เข็ญใจ

    ตะโกนดังๆ ไม่อยากนั่งบนคาน
    มันมีอาการ อยากเกี่ยวก้อยกับใคร
    บางทีคนเรา ก็แอบเหงาไม่เข้าใจ
    มันอยากมีใคร ไว้ให้กอด
     
    อยู่คนเดียวมันเหงา ... เข้าใจ
    มีแต่คนใจร้าย ... เข้ามา
    มาทำให้เจ็บ ให้มีน้ำตา ให้ผิดหวังฟรีๆ
     
    เพราะเราเกิดมา ... เพื่อพาใจที่เหนื่อยล้า
    ที่ไฝ่หาที่พักพิงใจ ที่ใครซักคน
    เพื่อค่ำคืนที่มืดหนาว ได้ผ่านพ้น
    เราจะพบกับรุ่งเช้า อันอำไพ
     
    เวลาเจอใคร มีแฟน ก้ออิจฉา อิจฉา อิจฉา อิจฉา อิจฉา ... โว้ยยยยย
    July 26

    อยากบอกว่า ...

    เหนื่อยโว้ย อยากบอกแค่นี้แหละ
     
    ง่ำ ง่ำ ง่ำ
     
    แจ๊บ แจ๊บ แจ๊บ
     
    แง๊บ แง๊บ แง๊บ
    July 20

    นาฬิกาชีวิต ... คุณเคยเปลี่ยนมันบ้างหรือเปล่า

    คุณรู้จักนาฬิกาชีวิตหรือเปล่า? (ถึงรู้ก็ไม่ต้องตอบหรอก ถามไปงั้นอ่ะ ... แหนะ กวนทีนขึ้นมาทันที โอ้ย มันจี๊ดๆๆๆอวัยวะเบื้องล่างขึ้นมาทันที)

    หลายวันก่อนได้ไปออกกำลังกาย ไปตีแบด(เตอรี่ ... ช่วยขำด้วยฮะ)กับเพื่อนที่ ไดอาน่าคอร์ท ซอย เพชรบุรี 6 เล่นกันมันส์มาก เพราะมีคนมาตีกันเยอะจริงๆ แต่ก็ยังเยอะไม่เท่าบางช่วงก่อนหน้านี้ ... ใครว้า มากันเต็มเลย(ทั้งเพื่อนของเพื่อน ทั้งพี่ของเพื่อน ทั้งน้องของเพื่อน โอ้ย สงสัยต้องออกแบบเดต้าเบสมาเก็บข้อมูลแล้ว ไล่ไม่หมด) แต่ก็เยอะมากพอที่จะช่วยกันบรรเลงเพลงตบ (ฮือ ... โดยเค้าตบซะมากกว่า)

    เล่นกันจนเหนื่อย ได้เวลากลับแล้ว ... น่าสนใจมากว่าเวลากลับที่พักของเรามันก็ดันตรงกับเวลาการนอนของใครอีกหลายๆคนเหมือนกันนะ แหม ก็เราเล่นกันตั้งแต่ 3 ทุ่ม เลิกทีก็ตั้ง 5 ทุ่ม ตี(แบต)กันจนแทบจะนอนกันที่คอร์ทแบตเลย เหอ เหอ ทำไงได้อ่ะครับ ก็แต่ละคนก็ต้องทำงานใช่มั้ยฮะ กว่าจะเลิกงาน กว่าจะเดินทางอีก ... รวมตัวกันได้ก็บุญแล้วนะเนี่ย ... แหมร์ กีฬานี่เป็นยาวิเศษไปซะทุกเรื่องจริงๆ ทั้งช่วยให้ร่างกายแข็งแรง (แต่ต้องออกกำลังกายให้พอดีกับความสมบูรณ์ของร่างกายด้วยนะครับ อย่าหักโหมมาก เดี๋ยวเป็นแบบผม ... จาเล่าให้ฟัง ปวดไปทั้งตัวแทบเดินไม่ได้ นึกว่าเป็นอัมมะพรึก นึกขึ้นได้ กรูยังไม่แก่นี่หว่าจะเป็นได้ยังไงฟระ) ทั้งช่วยให้ได้เจอเพื่อนๆทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าๆ (ยี้ ... เบื่อหน้ามันจริงๆ อ่ะ ย้อเย่น น้าาาาา อ่ะ ย้อเย่น น้าาาาา เอิ๊กๆ)

    เพื่อนๆที่เข้ามาอ่าน แล้วไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เริ่มซะนะครับ ควรจะออกกำลังกายได้แล้ว

    นอกเรื่องไปเยอะแล้ว จะพูดเรื่องนาฬิกา ดันไปเป็นเรื่องกีฬาได้ซะนี่ ... จริงๆแล้วมันเกี่ยวกันนะครับ เกี่ยวกันยังไง ฟังครับฟัง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง มาดูที่นาฬิกาชีวิตของเราก่อน นาฬิกาชีวิต มันอยู่ไหน ... แน่นอนครับ ไม่ได้อยู่ที่สวิสเซอร์แล้นนนน อ้าว แล้วมันอยู่ที่ไหนอ่ะ

    ขอตอบครับ .... อยู่ที่ตัวเราเองครับ เป็นคำตอบสุดท้าย (ทำเสียงให้เหมือนกับเล่นเกมเศรษฐี ขอน้าต๋อย ไตรภพด้วยนะฮะ จะได้อารมณ์มากสส์)

    อึ๊บ อึ๊บ อึ๊บ ... ถูกต้องแล้วครับ (ให้ทำท่าทางเหมือนอาปัญญา ในแฟนพันธ์แท้จะได้อารมณ์มาก ยิ่งถ้าอั้นอึ๊บ นานมากเท่าไหร่ อารมณ์ที่ได้จะทะลุถึงรูทวารเลยนะฮะ แต่ต้องอั้นให้อยู่ด้วยนะฮะ อย่าให้มันออกมานะฮะ ไม่งั้นตัวใครตัวมันนะฮะ 555++ ... เคยนึกกันมั้ยฮะ อาปัญญาแกได้เข้าห้องน้ำตอนเช้าป่าวว้า อั้นได้นานจริงๆ)

    หมายเหตุ : เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรเสพเกินวันละ 2 อึ๊บ ผู้ปกครองควรพิจารณาเนื้อหาและความเหมาะสมแก่เยาวชน (หวังว่าคุณระเบียบรัตน์คงไม่แบน Blog ผมนะฮะ)

    เอาล่ะ หมดเรื่องติดเรทแล้วนะฮะ มาดูที่เรื่องนาฬิกาก่อน นาฬิกาชีวิตมันอยู่ที่ตัวเราครับ ซึ่งมีแต่เราเท่านั้นที่จะควบคุมมันได้ เราเป็นผู้กำหนดเวลา ควบคุมเวลาเดินของมัน เวลาของมันจริงๆแล้วมันก็คือเวลาทุกวินาทีที่มันแสดงอยู่ที่นาฬิกาข้อมือของเรานั่นเอง (หลายคนอาจแย้ง ก็ตูไม่มีนาฬิกาข้อมืออ่ะ ไอ้ฟรายเอ้ย หานาฬิกาที่ไหนก็ได้สิฟระ) ในเมื่อมันเป็นนาฬิกา มันก็ย่อมต้องการพลังงานในการทำงานใช่มั้ยครับ ฉันใดก็ฉันเพล(ขำหน่อย ขำหน่อย ช่วยๆกันหน่อย ... หึ มุขกระบือ) นาฬิกาชีวิตมันก็มีวันที่พลังงานมันหมดลงเช่นกัน โดยที่พลังงานที่ใช้ในนาฬิกาชีวิต มันก็คือพลังชีวิตของผู้เป็นเจ้าของนั่นเอง วันใดที่พลังงานลดลงนาฬิกาชีวิตก็จะทำงานช้าลงเช่นกัน ยกตัวอย่างนะฮะ วันจันทร์คุณเข้าทำงาน 8.30น. ทำ ทำ ทำ ทำ ทำงานมันยัน 5 ทุ่ม แทนที่จะเลิกงานเวลา 17.30น. ตามเวลาปกติ เมื่อกลับมาถึงที่พัก เวลาที่คุณเข้านอนมันล่วงเลยจากเวลาปกติ แต่แน่นอนว่าเวลาเข้างานยังเหมือนเดิม(ใครกล้าสั่งให้เวลาเข้างานของบริษัทเปลี่ยนแปลงได้บ้าง บอกกรูด้วย เด๋วจะเอาของไปสมนาคุณ ... นายมันน่าทึ่งจริงๆ) ทำให้เวลาที่ใช้ในการนอนลดลง เมื่อเวลานอนลดลง เราก็อ่อนเพลีย ทำให้พลังงานในร่างกายลดลง ส่งผลไปถึงนาฬิกาชีวิตทำงานได้ช้าลง ... ผลลัพธ์ที่ได้คือ ไปทำงานสาย!!! ไงล่ะ ไม่เชื่อล่ะสิ ผมเคยเป็นมาก่อนครับ (บ่อยอีกตะหาก อิ อิ ดีนะเค้าไม่ไล่ออกก่อน 555++)

    สิ่งที่ผมอยากจะบอกคืออะไร ... ลาออก แล้วหางานใหม่ซะ ไม่ใช่!!! (แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งนะ 555++) ... จริงๆแล้ว มันอยู่ที่เราครับ ที่จะต้องบริหารพลังชีวิตที่อยู่ในร่างกายให้มันเติมเต็มอยู่เสมอ หมั่นออกกำลังกายบ่อยๆ นอนให้มากขึ้น นั่นคือการปรับเวลาเข้านอนใหม่ จากเดิมที่เคยนอน 5 ทุ่ม - เที่ยงคืน ก็เปลี่ยนมาเป็น 3 ทุ่ม - 4 ทุ่ม แต่ตื่นเวลาเดิม มันก็ทำให้เรามีเวลานอนมากขึ้น แน่นอนเราก็มีพลังเพิ่มขึ้นด้วย (ใช้สมการเส้นตรงช่วยนะฮะ ถ้าไม่เข้าใจในคำอธิบาย ... กรุณาใช้หัวคิดตามด้วยครับ เดี๋ยวหาว่าเจ้าของ Blog ไม่มีสมอง ใช้สมการนี้ครับ x = y แค่นี้เราก็จะได้กราฟที่เป็นเส้นตรงแนว 45 องศากับแกน (+)x และ (+)y ครับ ส่วนความชันไปหากันเอาเองนะฮะ ลองดูครับ ... จะได้ฉลาดขึ้นครับ บริหารรอยหยักด้วยฮะ)

    หลังจากที่ผมได้ลองทำดูแล้วนะฮะ โอ้ว พระเจ้าจอร์จ มันยอดมาก ... มันดีจริงๆนะฮะ เด๋วนี้ผมต้องเข้านอนตั้งแต่ 4 ทุ่ม จากเดิมที่ผมต้องนอนหลังเที่ยงคืนประจำ(กลับมาแล้วต้องเล่น Dot A ซักเกมส์ สองเกมส์ เล่นเพลินซะงั้น .. อ้าว จะเช้าแล้วนี่หว่า) ทำให้ผมนอนได้เต็มอิ่ม มีพลังมาก พร้อมทุกสถานการณ์(ตั้งแต่ใช้ลอรีเอะแบบมีปีก ... มั่นใจมากเลยค่ะ ... อ้าว สาวแตก ซะงั้น) ไม่ง่วงเลยอ่ะครับ ไม่มีงีบหลับ (อยู่ออฟฟิศเก่า งีบประจำ หัวแทบโขกคีย์บอร์ด ง่วงจัด 555++) แต่ประเด็นหลักจริงๆผมว่ามันอยู่การออกกำลังกายฮะ ถึงเราจะนอนได้มากแค่ไหนก็ตาม(หรือจะนอนแล้วไม่ตื่นก็ได้นะฮะ ... อย่ามาหลอกกันนะเออ) แต่ไม่ออกกำลังกายเท่าที่ควร มันก็ไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่หรอกฮะ ทำให้ประสิทธิภาพในร่างกายเราแสดงออกมาได้ไม่เต็มที่ครับ ดังนั้นเราไปออกกำลังกายกันดีกว่านะฮะ แล้วนอนเยอะๆ รับรอง รับรอง รับรอง รับรอง ... โดยสถาบัน ลิง คอลเลจ

    ไปมั้ยฮะ ... ไปด้วยกันอ๊ะป่าว ไปออกกำลังกันเต๊อะ +++ (Slim ... Route ... แจ่ม ... นั่งเล่น ... WeZaa ... อ่า บ่ใช่เน้อ ตีแบดจ้าาาา)

    ปล. เหมือนจะมีสาระนะ แต่อ่านไปอ่านมา แหมะ มันเลอะเทอะจริงๆ เขียนบ้าอะไรฟระนี่ ... เอาน่ามัน Blog ของผมนะ ทนอ่านหน่อย แหม ทำไปได้ ... ว่างจัดเนอะ เหอะ เหอะ

    July 09

    :: SomE WhErE I BeLOnG ::

    คุณเคยรู้สึกแบบผมหรือเปล่า ... เรื่องมีอยู่ว่า
     
    เวลาคุณทำอะไรซักอย่างหนึ่ง อยู่กับอะไรอย่างนึง เป็นเวลานานมาก แล้วมีวันหนึ่งคุณจะต้องจากมันไป โดยที่จะไม่ได้มาเจอกับมันอีก มันรู้สึกหวิวๆชอบกล พาลไปถึงต่อมน้ำตาเริ่มทำหน้าที่ในการหลั่งน้ำใสๆออกทางนัยน์ตาทั้งสองข้าง ... โดยไม่รู้ตัว
     
    ตอนอยู่กับมันก็ไม่รู้สึกอะไร เฉยๆอาจเป็นเพราะความเคยชิน อยู่มานานบางทีมันก็เบื่อกับสิ่งแวดล้อมเก่าๆ เห็นมันทุกวัน ก็อยู่กันอย่างนี้ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จนมาวันหนึ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นครั้งใหญ่(กับตัวผมเอง)
     
    เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา เป็นวันสุดท้ายที่ผมจะได้ทำงานในออฟฟิศเก่า วันนั้นทั้งวัน ยุ่งมาก เพราะต้องเคลียร์งานที่ค้างอยู่ให้เสร็จในวันนั้น โชคยังดี ที่มีรุ่นพี่เข้ามาช่วยด้วย(ขอบคุณมากครับพี่โจ) ทำให้งานวันนั้นเสร็จเร็วก่อนกำหนดถึงครึ่งวัน ทำให้ผมมีเวลามากพอที่ผมจะได้เขียน E-mail บอกลาเพื่อนๆ พี่ๆ ที่คุ้นตากันอยู่แล้ว ... เขียนไป น้ำตามันก็เอ่อจะล้นออกมาให้ได้ จริงอยู่ที่หลังจากที่เค้าอ่านเมล์ฉบับนี้แล้ว ก็อาจจะมาเจอกันอีกก็ได้ แต่คิดไปมันก็ใจหายอยู่นะ ที่ในทุกๆเช้าของทุกวันทำงาน จะต้องมาเจอกันที่ห้องครัว ชงกาแฟ โอวัลติน พูดคุย ทักทายกันตอนเช้า ... ระยะหลังไปสายแทบทุกวันเลย ผมเนี่ย
     
    แล้วเวลาก็ล่วงเลยมา จนมาถึงช่วงสุดท้ายของวัน นั่นก็หมายถึงช่วงสุดท้ายของการทำงานของที่นี่เช่นเดียวกัน ผมได้บอกลากับพี่ๆหลายคน(และอีกหลายคนเช่นกันที่ไม่ได้ลา ... ถ้าหากเพื่อนๆ พี่ๆ เข้ามาอ่าน ก้อขอโทษด้วยครับ) มีหลายคำอวยพร หลายคำสอนที่พี่ๆได้แนะนำมา ... ขอบคุณมากครับพี่ๆครับ ที่ยอมเสียเวลามาสั่งสอนคนเขลาอย่างผม ผมจะจำและจะนำไปปฏิบัติครับ
     
    เสร็จสิ้นจากการลา ผมก็ทำการเก็บข้าวของที่โต๊ะทำงานของผม เฮ่อ ... พูดไปก็คิดถึงโต๊ะตัวนั้นนะ เก้าอี้นุ่มๆสีน้ำเงินตัวนั้นเหมือนกันนะเนี่ย เอกสารกองพะเนินที่กองอยู่บนโต๊ะ ปฏิทิน(บอกวันหยุดของบริษัท)บนหน้าจอมอนิเตอร์ โทรศัพท์สำนักงานทางซ้ายมือ เก้าอี้ที่นั่งสบายที่สุดในห้อง(ทดสอบโดยการนำตูดนิ่มๆของผมไปประทับบนเก้าอี้แต่ละตัวในห้อง Developer เปรียบเทียบกันแล้ว รับรองโดยสถาบัน ลิง คอลเลจ ว่าเก้าอี้ของผมนั่งสบายที่สุด) เราต้องจากมันไปแล้วเหรอเนี่ย คิดแล้วเศร้าว่ะ
     
    จนมาถึงนาทีสุดท้าย นาทีที่ผมต้องออกเดินทาง(ไปสู่ที่ชอบๆ) เดินไปตามทางที่ผมจะต้องขีดเอง มือข้างขวาที่บิดลูกบิดดึงประตูออกมา บิดตัวออกมานอกประตู ขณะที่ดึงประตูจะปิด ... อึก ... สายตาที่ผมมองผ่านกระจกประตู ข้างในยังมีอีกหลายชีวิตที่ยังทำงานอยู่ ในใจมันเกิดความคิดขึ้นมาพลัน "หลังจากปิดประตูบานนี้แล้ว นี่เราจะไม่ได้มาอีกแล้วเหรอ? จะไม่ได้ทำงานกับเพื่อนๆพี่ๆที่อยูข้างในอีกแล้วเหรอ?" คิดแล้วก็ใจหายนะ มันไม่อยากปิดประตูเลย บอกตามตรงตอนที่ผมจะปิดประตู มือผมสั่นอ่ะ น้ำตามันก็เอ่อ ออกมา ไม่ไหวแล้ว ... ผมตัดสินใจปิดประตูพร้อมกับหันหลังไม่มองกลับไปอีกเลย ... ถ้าหากผมหันกลับไป ผมว่าผมต้องร้องไห้แน่เลย
     
    แล้วเสียงตอกบัตรของเครื่องตอกบัตรที่อยู่ชั้นล่างก็ดังขึ้น มันคือการตอกบัตร ครั้งสุดท้ายของผมที่นั่น ... พร้อมๆกับปิดฉากการทำงานของผมไว้ที่นั่นเช่นเดียวกัน ผมไม่รู้ว่าต่อจากนี้ไปจะมีใครยังจดจำผมได้หรือเปล่า ผมไม่รู้ หากมีการพูดถึงจะเป็นทางที่ดีหรือเปล่า ผมไม่รู้ แต่ที่ผมรู้ ... ยังมีที่ๆหนึ่งที่ๆเป็นของผม และจะยังเป็นของผมตลอดไป
     
    ผมเคยอยู่ที่นั่น ...
    ผมเคยอยู่ที่นั่น ...
    ผมเคยอยู่ที่นั่น ...
     
    :: SomE WhErE I BeLOnG ::
     
    June 17

    กลับไปสู่จุดเริ่มต้น

    เข้ามหาลัย
     
    เรียนมหาลัย
     
    จบจากมหาลัย
     
    เข้าทำงานบริษัท
     
    ทำงานในบริษัท
     
    ออกจากบริษัท
     
    ...
     
     เตะฝุ่น